ดูดไขมันทั้งตัว: ทำไมการทำในครั้งเดียวจึงไม่คุ้มค่าและอาจอันตราย
“การฝืนที่จะดูดไขมันทั้งตัวในรอบเดียว ก็ไม่ต่างอะไรกับการเอาเงินไปโยนทิ้งถังขยะ”
นี่คือคำถามยอดฮิตที่หลายคนสงสัยและอยากได้คำตอบที่ชัดเจนที่สุด ในฐานะแพทย์ บทความนี้จะอธิบายให้คุณเข้าใจว่าทำไมการ ดูดไขมันทั้งตัว ในครั้งเดียวจึงเป็นความคิดที่ไม่คุ้มค่าและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
ทำไมจึงดูดไขมันได้จำกัดในแต่ละครั้ง?
ทางการแพทย์มีหลักการที่ชัดเจนว่า ในการดูดไขมัน 1 ครั้ง ไม่ควรดูดไขมันออกมาเกิน 10% ของน้ำหนักตัว ตัวอย่างเช่น คนไข้น้ำหนัก 60 กิโลกรัม ก็ไม่ควรดูดไขมันเกิน 6,000 cc
เหตุผลคือ: การดูดไขมันในปริมาณที่มากเกินขีดจำกัดนี้ จะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและอาจเสียเลือดมากเกินไป ซึ่งเป็นสาเหตุที่นำไปสู่อาการช็อก (Shock) และเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้นจึงไม่มีแพทย์คนไหนที่ยอมเสี่ยงทำหัตถการที่เกินขีดจำกัดความปลอดภัยนี้
ความจริงของไขมันในร่างกาย: ต้องดูดเท่าไหร่ถึงจะ “เกลี้ยง” จริง?
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าการจะดูดไขมันทั้งตัวให้เห็นผลลัพธ์ที่เปลี่ยนแปลงจริงๆ ต้องใช้ปริมาณไขมันเท่าไหร่ ลองดูข้อมูลจากเคสจริงของเรา
เคสคุณปุ้ย (หนัก 58 กก.) :
ดูดไขมันหน้าท้องและแขน
รอบที่ 1 ได้ 4,500 cc
ดูดไขมันขา
รอบที่ 2 ได้ 4,700 cc
รวม 9,200 cc
เคสคุณชมพู่ (หนัก 51 กก.) :
ดูดไขมันหน้าท้องและแขน
รอบที่ 1 ได้ 5,400 cc
ดูดไขมันขา
รอบที่ 2 ได้ 6,200 cc
รวม 11,600 cc
เคสคุณกอล์ฟ (หนัก 61 กก.) :
ดูดไขมันหน้าท้องและแขน
รอบที่ 1 ได้ 4,400 cc
ดูดไขมันขา
รอบที่ 2 ได้ 5,500 cc
รวม 9,500 cc
เคสคุณลีน (หนัก 47 กก.):
ดูดไขมันหน้าท้องและแขน
รอบที่ 1 ได้ 2,300 cc
ดูดไขมันขา
รอบที่ 2 ได้ 5,300 cc
รวม 7,600 cc
จะเห็นได้ว่า หากต้องการดูดไขมันให้ “เกลี้ยงกริบ” จริงๆ ปริมาณไขมันที่ต้องนำออกนั้น อาจสูงถึงเกือบ 20% ของน้ำหนักตัว ซึ่งมากกว่าขีดจำกัดความปลอดภัยที่สามารถทำได้ในครั้งเดียวถึงเท่าตัว
กับดักของโปรโมชั่น ดูดไขมันทั้งตัวในครั้งเดียว
เมื่อไม่สามารถดูดไขมันในปริมาณมากได้อย่างปลอดภัย แล้วคลินิกที่ทำโปรโมชั่นดูดไขมันทั้งตัวในครั้งเดียวทำได้อย่างไร? คำตอบคือ “การลดปริมาณในแต่ละจุด”
- แขน: แทนที่จะดูดรอบแขน 360° อาจดูดให้แค่บริเวณท้องแขน
- หน้าท้อง: แทนที่จะดูดครบทั้งหน้าท้องบน-ล่างและเอว อาจดูดให้แค่หน้าท้องล่าง
- ขา: แทนที่จะดูดรอบขา 360° อาจดูดให้แค่ต้นขาด้านนอกหรือด้านในเท่านั้น
ผลลัพธ์คือ ปริมาณไขมันที่ดูดออกมาได้นั้นน้อยมาก สัดส่วนแทบไม่เปลี่ยนแปลง จากที่ควรจะลดได้ 2-3 ไซส์ อาจลดได้เพียงครึ่งไซส์หรือไม่ถึงหนึ่งไซส์ สุดท้ายคนไข้ก็ไม่พอใจกับผลลัพธ์และต้องกลับมาเสียเงินเพื่อแก้ไขอยู่ดี
เปรียบเทียบให้เห็นภาพ: เมื่อการดูดไขมันเหมือนการไปเที่ยว
การดูดไขมันทั้งตัวในครั้งเดียว ก็เหมือนกับการวางแผนไปเที่ยว 5 จังหวัดภายใน 1 วัน คุณอาจจะได้แวะแต่ละจังหวัดแค่ 1-2 ชั่วโมงแล้วก็ต้องรีบย้ายที่ ซึ่งแน่นอนว่าทริปนั้นย่อมไม่สนุกและไม่ได้สัมผัสประสบการณ์อย่างเต็มที่
ทางออกที่ดีที่สุด: แบ่งทำ 2 ครั้ง เพื่อผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบ
เพื่อให้การดูดไขมันประสบความสำเร็จและคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป ผมแนะนำให้ แบ่งการทำออกเป็น 2 ครั้ง อย่างชัดเจน เช่น:
- ครั้งที่ 1: ดูดไขมันส่วนบน (เช่น แขน และ หน้าท้อง)
- ครั้งที่ 2: ดูดไขมันส่วนล่าง (เช่น ต้นขา, น่อง และสะโพก)
วางแผนดูดไขมัน 2 ครั้ง ต้องเว้นระยะห่างนานแค่ไหน?
สำหรับผู้ที่ต้องการปรับรูปร่างทั้งตัวและเลือกแบ่งการดูดไขมันออกเป็น 2 ครั้งเพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดีที่สุด คำถามสำคัญคือ “ควรเว้นระยะห่างระหว่างการทำแต่ละครั้งนานเท่าไหร่?” คำตอบขึ้นอยู่กับความพร้อมของร่างกายและการประเมินของแพทย์เป็นสำคัญ
ระยะห่างที่แนะนำโดยทั่วไป : 1 เดือน
โดยส่วนใหญ่แล้ว แพทย์จะแนะนำให้เว้นระยะห่างประมาณ 1 เดือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด เพราะจะทำให้ร่างกายได้ฟื้นตัวเต็มที่และอาการบวมจากครั้งแรกยุบลงไปมากแล้ว ทำให้แพทย์สามารถประเมินรูปร่างเพื่อวางแผนการดูดไขมันครั้งที่สองได้อย่างแม่นยำ
กรณีพิเศษสำหรับผู้มีเวลาจำกัด : ขั้นต่ำ 1 สัปดาห์
สำหรับผู้ที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เช่น ผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศและมีเวลาจำกัด สามารถทำครั้งที่สองได้เร็วที่สุดคือ 1 สัปดาห์ หลังจากการทำครั้งแรก แต่ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับการประเมินความพร้อมของร่างกายโดยแพทย์เท่านั้น
ความปลอดภัยต้องมาก่อน: ขั้นตอนสำคัญก่อนการดูดไขมันครั้งที่ 2
ไม่ว่าจะเว้นระยะห่างนานเท่าไหร่ สิ่งที่ “จำเป็นต้องทำ” ก่อนการดูดไขมันครั้งที่สองคือ:
- การตรวจเลือดซ้ำ (CBC): แพทย์จะทำการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดอีกครั้ง เพื่อประเมินว่าร่างกายฟื้นตัวดีแล้วหรือไม่ และมีความพร้อมสำหรับการทำหัตถการครั้งต่อไป
หากร่างกายยังไม่พร้อมต้องทำอย่างไร?
ในกรณีที่ผลเลือดบ่งชี้ว่าร่างกายยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ (เช่น มีภาวะเม็ดเลือดจาง) แพทย์จะแนะนำให้เลื่อนการทำครั้งที่สองออกไปก่อนประมาณ 2-3 เดือน พร้อมทั้งแนะนำให้บำรุงร่างกายด้วยการรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง
การวางแผนเช่นนี้จะทำให้แพทย์สามารถดูดไขมันในแต่ละส่วนได้อย่างเต็มที่และปลอดภัย รับรองว่าโอกาสประสบความสำเร็จในการปรับรูปร่างของคุณจะสูงถึง 95% เลยทีเดียว
การ “ดูดไขมันทั้งตัวในครั้งเดียว” เป็นเรื่องอันตรายและไม่คุ้มค่า เนื่องจากข้อจำกัดทางการแพทย์ (ห้ามดูดเกิน 10% ของน้ำหนักตัว) ทำให้ต้องดูดไขมันแต่ละจุดได้เพียงเล็กน้อย ส่งผลให้รูปร่างแทบไม่เปลี่ยนแปลงและเสียเงินเปล่า ทางออกที่ปลอดภัยและเห็นผลชัดเจนคือ แบ่งการดูดไขมันเป็น 2 ครั้ง โดยเว้นระยะห่าง 1 สัปดาห์ถึง 1 เดือน และต้องตรวจเลือดเพื่อเช็กความพร้อมของร่างกายก่อน
นพ.ชัยวิทย์ ด่านค้ามาก

